Blog

blog-img

ท่องโลกของ TOEFL

TOEFL (Test of English as a Foreign Language)

TOEFL คืออะไร?

TOEFL เป็นอีกข้อสอบนึงที่ถูกออกแบบมาเพื่อการวัดระดับภาษาอังกฤษคล้ายๆกันกับ IELTS แต่สิ่งที่ทำให้ TOEFL นั้นแตกต่างไปจากคู่แข่งอย่าง IELTS ก็คือ TOEFL นั้นเป็นข้อสอบที่ถูกออกโดยETS (Educational Testing Service) จากสหรัฐอเมริกา และมีใว้ใช้สำหรับเข้ามหาวิทยาลัยและบัณฑิตวิทยาลัยเป็นหลัก นี่คือเหตุผลว่าทำไมระดับภาษาที่ใช้ใน TOEFL จะยากกว่า IELTS เล็กน้อยเพราะ TOEFL จะเน้นการใช้ภาษาอังกฤษที่ใช้ในบริบทของสถานศึกษาแทนที่จะเป็นแบบภาษาใช้ทั่วไป

ใช้ขอ VISA ได้ไหม?

ถึงจะไม่เป็นที่นิยมในเรื่องการขอ VISA เหมือน IELTS ที่สามารถใช้ในการสมัครงานและขอ VISA เข้าประเทศอังกฤษได้ TOEFL นั้นสามารถนำไปใช้ขอ VISA เข้าออสเตรเลีย (ได้ทุกรูปแบบ),นิวซีแลนด์ (สำหรับทำงานเท่านั้น), และอังกฤษ (สำหรับนักศึกษาบางประเภทเท่านั้น)

ที่ไหนรับ TOEFL บ้าง?

ตรงข้ามกันกับ IELTS ที่เป็นแบบทดสอบหลักที่ใช้ในประเทศอังกลฤษและออสเตรเลีย TOEFL นั้นเป็นข้อสอบที่เป็นที่นิยมมากกว่านในอเมริกา แต่แค่ไม่มาก เพราะตั้งแต่ช่วง 1990s IELTS เริ่มได้รับความนิยมอย่างลันหลามในสหรัฐจนได้รับการยอมรับจาก 3000 สถาบันการศึกษาในอเมริกา แต่ยังน้อยกว่า TOEFL ที่ได้รับการยอมรับจาก 5000 สถาบันการศึกษทั่วประเทศ และอีก 10,000 สถาบันทั่วโลก รวมถึงสามารถเอาใว้ใช้เข้ามหาลัยไทยในคณะสาขาอินเตอร์ได้อีกด้วย

ข้อสอบมีกี่แบบ?

การสอบ TOEFL นั้นจะมี 2 แบบด้วยกัน

-TOEFL IBT (Internet-based Test) *

- เป็นข้อสอบสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัยและบัณฑิตวิทยาลัย ที่ผู้สอบต้องทำการสอบผ่านอินเตอร์เน็ตโดยการใช้คอมพิวเตอร์ การสอบแบบนี้จะเป็นแบบข้อสอบหลักของ TOEFL เลยก็ว่าได้เพราะจำนวนผู้ที่สอบ TOEFL IBT นั้นอยู่ที่ 97% จากจำนวนผู้สอบทั้งหมด

บทความนี้จะขอเน้นไปที่การสอบแบบ IBT
 

- TOEFL ITP (Institutional Test Program)

- ข้อสอบนี้ของ TOEFL จะเป็นการสอบบนกระดาษแบบดั้งเดิแทนผ่านคอมพิวเตอร์ แต่เหตุที่ข้อสอบแบบ ITP เป็นแค่ส่วนน้อยของ TOEFL นั้นเป็นเพราะว่าข้อสอบนี้มีใว้สำหรับการทดสอบนักเรียนในสถานศึกษาเพื่อเป็นการประเมินทักษะการใช้ภาษาเท่านั้น และไม่สามารถนำไปใช้เข้ามหาลัยได้

 

รูปแบบข้อสอบ TOEFL เป็นอย่างไร?

TOEFL นั้นจะทดสอบผู้สอบในเรื่องของ Reading, Listening, Writing และ Speaking และจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ ชั่วโมง

Reading (60-80 นาที)

- ในข้อสอบ Reading เราจะต้องอ่าน Passage (บทความ) ที่นำมาจากหนังสือเรียนระดับมหาวิทยาลัยทั้งหมด 3-4 ชิ้น แล้วจะมีจำนวนข้อตั้งแต่ 36-56 ข้อ (มีคำอธิบายเพิ่มเติมด้านล่าง) การตอบส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Multiple choice
 

Listening (60-90 นาที)

- ในข้อสอบ Listening เราจะต้องฟัง Recording ทั้งหมด 4-6 อัน ซึ่งจะเน้นไปทางการสนทนาในสถานศึกษา เช่นการเลคเชอร์โดยอาจารย์หรือการคุยหารือระหว่างนักศึกษาและอาจารย์เกี่ยวกับหัวข้อการเรียน จำนวนข้อจะมีตั้งแต่ 34-51 ข้อ (มีคำอธิบายเพิ่มเติมด้านล่าง) การตอบส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Multiple choice เช่นกัน
 

BREAK (10 นาที)

- หลังจากการสอบ Listening จะมีเวลาพัก 10 นาที ผู้สอบสามารถไปเข้าห้องน้ำได้ หรือจะกินน้ำกินขนมก็ได้

 

Speaking (20 นาที)

- ในข้อสอบ Speaking เราจะต้องตอบคำถาม 6 ข้อผ่านการพูดเข้าไปในไมโครโฟนซึ่งจะมีใว้อัดเสียงเรา จะไม่เหมือน IELTS ที่เราจะได้คุยกับคนจริงๆ ใน TOEFL เราต้องคุยคนเดียวผ่านไมค์ ซึ่งอาจจะเหมาะกับผู้สอบที่ขี้อายเมื่อต้องคุยกับเจ้าของภาษา

- ใน part 1-2 เราจะต้องให้ความเห็นของเราเกี่ยวกับหัวข้อทั่วไป

- ใน part 3-4 เราจะได้ passage กับคลิปเสียงสั้นๆ (1 นาที) ที่เราจะได้ฟังแค่รอบเดียว และเราจะต้องใช้ข้อมูลจากสองสิ่งนี้ในการพูดตอบคำถาม

- ใน part 5-6 เราจะได้คลิปเสียงเพียงอย่างเดียวซึ่งจะมีความยาว 2 นาที (ได้ฟังแค่รอบเดียวเช่นกัน) และเราจะต้องใช้ข้อมูลจากสิ่งนี้ในการพูดตอบคำถาม

- ข้อควรระวัง: ผู้สอบมีโอกาศการอัดเพียงครั้งเดียวต่อข้อ จึงขอแนะนำให้เราจดและวางแผนการพูดให้ดี และพยายามพูดให้เสียงดังและชัดเพราะในห้องสอบจะมีผู้สอบอีกหลายคนที่ต้องอัดเสียงพร้อมกันกับเรา ถ้าเราพูดเสียงเบาอาจถูกกลบได้ง่าย
 

Writing (50 นาที)

- ในข้อสอบ Writing จะให้เราเขียน essay 2 ชิ้น

- Essay แรกเราจะมีเวลา 20 นาทีในการเขียนเปรียบเทียบเกี่ยวกับหัวข้อใน passage ความยาวประมาณ 300 คำและ recording ความยาว 2 นาที (ฟังรอบเดียว) เราจะต้องเขียนประมาณ 150-225 คำ

- Essay ที่สองเราจะมีเวลา 30 นาทีในการเขียนเกี่ยวกับความเห็นเราเกี่ยวกับหัวข้อนึง เราจะต้องเขียนอย่างน้อย 300 คำในส่วนนี้

 

รายละเอียดการให้คะแนน TOEFL

การให้คะแนนของ TOEFL จะมีให้ 30 คะแนนเต็มในแต่ละส่วนของ Reading, Listening, Writing, และ Listening และจะรวมออกมาเป็นคะแนนเต็มที่ 120 จะสังเกตได้ว่าจำนวนข้อของReading และ Listening นั้นมีมากกว่า 30 ทั้งคู่ ซึ่งฟังดูขัดกับการที่แต่ละข้อจะมีค่าเท่ากับ 1 คะแนน นี่ก็เป็นเพราะว่าจำนวนคะแนนที่ได้จากต่ละข้อยังถือว่าเป็น Raw score (คะแนนดิบ) อยู่ซึ่งต้องนำไปเปลี่ยนค่าให้กลายเป็นคะแนนเต็ม 30 อีกที ในกรณีของ Writing และ Speaking นั้นการให้คะแนน Raw score จะเป็นจาก 0-5 ในแต่ละ Task ของ Writing (2 Task) และ 0-4 ในแต่ละ Task ของ Speaking (6 Task) แล้วจะนำมาเปลี่ยนค่าให้เป็นคะแนนเต็ม 30 เช่นกัน

ข้อข้องใจเกี่ยวกับระยะเวลาการสอบ

การสอบจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ ชั่วโมง หลายคนอาจจะสับสนคือทำไมในส่วนของ Reading กับ Listening ถึงมีเวลาที่ไม่แน่นอน (60-80 นาที) นี่ก็เป็นเพราะว่าในสองส่วนนี้อาจจะมีการรวม Experimental Questions (ข้อสอบทดลอง) เข้ามาด้วยซึ่งจะทำให้มีจำนวนคำถามเพิ่มมากขึ้น ในกรณีของ Reading ถ้ามี Experimental Questions เพิ่มเข้ามาจะมีให้อ่าน Passage อีกหนึ่งชิ้น (เพิ่มเวลา 20 นาที) และใน Listening จะมีคำถามและคลิปเสียงเพิ่มเข้ามา (เพิ่มเวลาอีก 30 นาที) แต่ไม่ต้องห่วงครับ ถึงแม้ว่าทุกข้อสอบจะมี Experimental Questions เหล่านี้ แต่มันจะปรากฏแค่หนึ่งในสองส่วนนี้เท่านั้น ไม่ใช้ทั้งคู่

Experimental Questions คืออะไร?

Experimental Questions นั้นมีใว้สำหรับการประมวลข้อสอบใหม่ที่ ETS จะบรรจุในอนาคตว่ามีข้อบกพร่องใดๆหรือไม่ ผู้สอบไม่ต้องไปกังวลกับ Experimental Questions เลยครับเพราะว่าคำถามเหล่านี้จะไม่นับคะแนน แต่ผู้สอบจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคำถามไหนเป็นแบบ Experimental เพราะฉนั้นผู้สอบควรต้องตอบคำถามให้ครบทุกข้อเพื่อไม่เป็นการเสี่ยง

ราคาค่าสอบ

ค่าสอบจะอยู่ที่ 160$ และมีอายุการใช้งาน ปี

Tag: TOEFL คืออะไร? Experimental Question คืออะไร?