Blog

blog-img

ติวยังไงให้สอบผ่าน

ฤดูกาลสอบมาเยือน ถึงเวลาที่จะใช้ศิลปะแห่งการรวมทุกสิ่งไว้ด้วยกัน รีบทำลิสต์รวบรวมสิ่งที่ต้องทำทั้งหมดไว้ จะได้ไม่ช้าไป แล้วใช้แม็กหรือคลิปหนีบกระดาษรวมไว้ด้วยกัน แล้วรวมไว้ที่เดียวกันกับหนังสือที่ต้องอ่าน มั่นใจว่าคุณได้เก็บอุปกรณ์ต่างๆ อย่างแฟ้มและสมุดไว้ในจุดเดียวกัน

 

1. เริ่มวางแพลน

ก่อนสิ่งอื่นใดเราต้องวางแผนการติวก่อน วางแผนในที่นี้หมายถึงการเรียบเรียงสิ่งที่ตนจะอ่านและทบทวนอย่างถี่ถ้วนตามลำดับความสำคัญและความยาก เมื่อเราวางแผนพร้อม ก็จะช่วยลดความตึงเครียดเวลาสอบให้ทุเลาลงได้บ้าง และช่วยเราให้ใช้เวลาได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ทางที่ดีที่สุดของการเริ่มทบทวนก่อนสอบคือการสร้างแพลนการเตรียมตัวให้ตัวเอง และต่อไปนี้คือสเต็ปการวางแผนง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผล

 

2. รวมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ในที่เดียวกัน

ฤดูกาลสอบมาเยือน ถึงเวลาที่จะใช้ศิลปะแห่งการรวมทุกสิ่งไว้ด้วยกัน รีบทำลิสต์รวบรวมสิ่งที่ต้องทำทั้งหมดไว้ จะได้ไม่ช้าไป แล้วใช้แม็กหรือคลิปหนีบกระดาษรวมไว้ด้วยกัน แล้วรวมไว้ที่เดียวกันกับหนังสือที่ต้องอ่าน มั่นใจว่าคุณได้เก็บอุปกรณ์ต่างๆ อย่างแฟ้มและสมุดไว้ในจุดเดียวกัน อีกอย่างที่เราควรต้องมีคือ highlighter หลากสีสันที่จะช่วยในการแยกแยะข้อมูลที่มหาศาล จัดเรียงความสำคัญ และยังช่วยในการจำอีกด้วย

 

3. แบ่งหนึ่งวันให้เป็นสัดส่วน

20 นาที ครึ่งชั่วโมง 2 ชั่วโมง...แบ่งวันของคุณเป็นช่วงๆ เหมาะสำหรับคุณ การรวบรวมทุกอย่างไว้ด้วยกันช่วยให้เห็นความก้าวหน้า อาจเริ่มจากการแบ่งชั่วโมงการทบทวนตามสองชั่วโมง หรือหนึ่งชั่วโมงเพื่อป้องกันความขี้เกียจที่อาจเกิดขึ้น และเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะเริ่มทำสิ่งที่ไม่อยากทำที่สุดก่อน และอย่าลืมตั้งเวลาไว้เสมอ แม้จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ ที่เราใช้เวลากับแต่ละวิชา แต่อาจให้ผลลัพธ์น่ที่าพอใจอย่างไม่คาดคิดมาก่อน

 

4. วางแพลนต่อวันในช่วงเวลาที่ตอบโจทย์คุณมากที่สุด
คุณเป็นคนประเภทไหน เป็นคนตื่นเช้า หรือเป็นพวกนกฮูกกลางคืน คุณอาจจะเป็นพวกที่ตื่นตัวในตอนเช้า ทำงานได้ดีในช่วงเย็น ถ้าแบบนั้นคุณควรจะวางเรื่องยากๆ ที่ต้องทบทวนไว้ในช่วงที่มีประสิทธิภาพที่สุดในแต่ละวัน ยอมรับและตอบสนองกับช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด ถ้าคุณพบว่าช่วงเวลาหลังกินข้าวเนี่ย เป็นช่วงที่มีสมาธิน้อยที่สุด ให้คุณแพลนที่จะทบทวนแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพื่อให้รู้สึกได้ใช้เวลาทบทวนอีกสักหน่อยแทนที่จะยัดชั่วโมงการติวใว้รวดเดียวเลย อีกอย่างที่ได้จากการบริหารเวลาอย่างนี้คือเราจะได้มีเวลาพักหรือออกไปเจอเพื่อนได้ด้วย

 

5. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพัก

ความลับคือการสร้างชีวิตประจำวันให้กลมกลืนไปกับสิ่งรบกวนสมาธิ เซ็ตเวลา เมื่อไหร่ที่เราสามารถเช็คโทรศัพท์ และเล่นโซเชียลมีเดียได้ เมื่อถึงเวลาต้องปรับทุกอย่างให้เป็นออฟไลน์เพื่อเข้าสู่โหมดทำงาน อ่านหนังสือ ถ้าคุณพบตัวเองกำลังนั่งดูทีวี ก็ควรวางแผนในการเบรกให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีอยู่ อีกอย่างที่เราควรทำคือนอนพักผ่อนให้เพียงพอเพราะการได้พักเต็มเวลาจะทำให้สมาธิกับความสามารถในการจำดีขึ้น

 

6. หาเทคนิคการติวที่เหมาะกับเรา

การติวส่วนใหญ่เราอาจจะคิดว่ามีแค่คอม อินเตอร์เน็ต กับหนังสือเรียนก็พอแล้ว แต่ว่าจริงๆแล้วแต่ละคนนั้นล้วนมีวิธีการช่วยจำไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะชอบใช้สมุดจดโน๊ตที่มีหัวข้อเขียนเป็น bullet point อย่างละเอียด บางคนอาจจะชอบใช้ภาพประกอบหรือ diagram ในการติวเพราะจะจำผ่านภาพ/ด้ง่ายกว่า บางคนอาจจะชอบใช้ flash cards ในการท่องจำในขณะที่บางคนอาจจะชอบเขียนข้อมูลลงบนกระดาษ post-its แล้วแปะใว้ทั่วห้อง บางคนอาจจะชอบเรียนและจำจากการดูวีดีโดหรือฟังไฟล์เสียงก็มี เราแค่ต้องทดลองไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะเจอเทคนิคที่ใช่สำหรับเรา

 

7. คิดถึงบรรยากาศในการติว

การเลือกสถานที่การติวที่เหมาะสมนั้นก็เป็นอีกสิ่งนึงที่เราควรคำนึงถึง เราควรที่จะหาที่ๆสบาย มีแสงสว่างเพียงพอ และไม่มีสิ่งรบกวนเราในการอ่านหนังสือ เด็กบางคนอาจจะชอบติวที่บ้าน ที่ห้องสมุด ที่ห้องเรียน ที่ร้านกาแฟเป็นต้นเนื่องจากว่าสถานที่เหล่านี้มีทุกอย่างที่เราต้องการตั้งแต่ความเป็นส่วนตัว อาหาร wifi ไปจนถึงความสบาย นักเรียนบางคนอาจจะชอบติวหนังสือในที่ๆ เดียวไปเลยในขณะที่บบางอาจจะชอบเปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อยเพื่อให้การติวไม่ซ้ำซากจำเจ จากการวิจัย พบว่าการเปลี่ยนบรรยากาศสามารถช่วยเราในการจำได้มากขึ้นถึง 40% เลยทีเดียว แต่บรรยากาศที่ว่านี่ไม่ใช่แค่สถานที่นะครับ แต่จะมีในเรื่องของเสียง กลิ่น หรือแม้แต่อุณหภูมิ เรื่องของดนตรีที่เราใช้ในระหว่างการติวจริงๆแล้วก็มีความสำคัญเหมือนกัน เพราะจากการวิจัยพบว่าการที่เราใช้ดนตรีระหว่างติวหนังสือจะทำให้เกิดลิ้งค์ระหว่างเพลงนั้นๆกับกลุ่มข้อมูลที่เรากำลังซึมซับอยู่

 

8. ทดสอบตัวเอง

พอเราได้ติวเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องนึงจนเสร็จแล้ว อย่าพึ่งนิ่งนอนใจไปนะครับ เพราะเรายังต้องทดสอบตัวเองอีกครั้งเพื่อที่จะได้มั่นใจว่าเราเข้าใจหัวข้อนั้นอย่างถ่องแท้แล้ว วิธีที่จะทดสอบก็สามารถทำได้ตั้งแต่การลองทำแบบทดสอบหรือตัวอย่างข้อสอบในเวลาจำกัดเพื่อเป็นการจำลองสถานการณ์จริงทั้งในเรื่องของความจำและสภาพจิตใจ แต่ถ้าเราไม่มีตัวอย่างข้อสอบหรือ past papers เราก็อาจจะให้เพื่อนเราช่วยทดสอบเราโดยการตอบคำถามของกันและกันในหัวข้อนั้นๆ ถ้าเรายังมีติดๆอยู่ในหัวข้อใดๆก็ตาม เราควรจะทบทวนในสิ่งที่เรายังไม่มั่นใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ววิธีที่ดีที่สุดในการช่วยจำคือทำแบบซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะคล่อง

 

9. หาเพื่อนช่วยติว

การติวหนังสือคนเดียวฟังดูอาจเป็นวิธีการติวที่ดีที่สุด และในหลายกรณีก็เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะคนที่ชอบการคุมจัวหวะการติวเองโดยไม่ต้องรอเพื่อน หรือต้องคอยตอบคำถามเพื่อนเกี่ยวกับตัวหัวข้อที่กำลังติวอยู่ แต่ในอีกแง่มุมนึง การติวไปพร้อมกับเพื่อนๆ ก็สามารถช่วยเราได้เรื่องการจำได้เหมือนกัน เพราะบรรยากาศจะไม่ซ้ำซากจำเจ แถมเรายังมีคนที่เราสามารถถามได้เวลาเราไม่แน่ใจหรืออยากทดสอบตัวเองในเรื่องต่างๆ และถ้าเพื่อนป็นคนที่ถามเราเอง เราก็จะได้ทบทวนในเรื่องนั้นๆอีกด้วย การที่มีคนอื่นร่วมด้วยในการติวยังเป็นการเช็คถึงความพร้อมของเราอีกด้วยเพราะการที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเราสามารถตรวจสอบว่าเราได้ขาดตกบกพร่องในเรื่องไหนบ้าง จะได้ไม่พลาดตอนที่เราต้องสอบจริง

 

Tag: ติวหนังสือ, เทคนิคการติว, อ่านหนังสือ